เอนไซม์

Q: เอนไซม์คืออะไร

A: เอนไซม์เป็นโมเลกุลของโปรตีน ซึ่งใช้ในการสร้างพลังงานที่จำเป็นต่อปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกายของเรา โดยจะมีเอนไซม์ประมาณ 2700 ชนิดที่ถูกค้นพบภายในร่างกายมนุษย์ เอนไซม์จะทำงานรวมกับโคเอนไซม์ เพื่อใช้ในการสร้างสารเคมีกว่า 10000 ชนิด ที่ช่วยในการมองเห็น ได้ยินเสียง ช่วยให้คุณรู้สึกได้ การเคลื่อนไหว การย่อย และการนึกคิด ในทุกๆอวัยวะ ทุกๆเนื้อเยื่อ และทุกๆล้านเซลล์ในร่างกายจะขึ้นอยู่กับเมตาบอลิซึมของเอนไซม์ และพลังงานที่เอนไซม์สร้างขึ้น

Q: เอนไซม์สามารถควบคุมน้ำหนักได้หรือไม่

A: ความอ้วนนั้นเกิดจากร่างกายขาดเอนไซม์ lipase ซึ่งสามารถพบได้ในอาหารสดแต่จะถูกทำลายไปด้วยการปรุงอาหารให้สุก เมื่อไม่มีเอนไซม์นี้ก็จะเกิดจากการรวมตัวของไขมันที่หลอดเลือด ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ เอนไซม์ lipase มีประโยชน์ในการเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน ดังนั้นการกินอาหารที่ปรุงสุกจึงทำให้เราอ้วนได้มากกว่ากินอาหารสด อีกเหตุผลหนึ่งที่สามารถอธิบายว่าทำไหมเอนไซม์จึงช่วยควบคุมน้ำหนักได้ นั้น คือการกินอาหารที่ปรุงสุกแล้วจะมีผลต่อต่อม pituitary อีกทั้งเอนไซม์จะมีผลต่อฮอร์โมน และฮอร์โมนก็มีผลต่อระดับของเอนไซม์ ดังนั้นต่อการกินอาหารสุกที่ปราศจากเอนไซม์ในอาหารก็จะเป็นการดึงเอนไซม์จากแหล่งอื่น เช่น ตับอ่อน ไทรอยด์ และต่อม pituitary เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการย่อยอาหาร ผลที่ตามมาจะทำให้ร่างกายรู้สึกเฉื่อยชา และน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นแคลอรี่ที่ได้รับจากสารอาหารสด หรือเอนไซม์เสริมนั้นจะไม่มีผลในกระตุ้นต่อมต่างๆให้ผลิตเอนไซม์ อีกทั้งยังรักษาสมดุลน้ำหนักร่างกายไว้ได้มากกว่าการได้รับแคลอรีจากอาหารที่ผ่านการปรุงสุกแล้ว

Q: เอนไซม์เสริมคืออะไร

A: เอนไซม์เสริมได้มาจากการสกัดเอนไซม์จากพืช สามารถกินเสริมเข้าไปพร้อมกับการกินอาหารปกติ ชาวญี่ปุ่นได้พัฒนาวิธีการสกัดเอาเอนไซม์ โปรเตส ( protease) อะไมเลส (amylase) เซลลูเลส (cellulose) และไลเปส (lipase) จากเชื้อ Aspergillus ซึ่งมีแค่ 2 สายพันธ์เท่านั้นถูกนำมาใช้ในระดับอุตสาหกรรมผ่านการทดสอบแล้วด้วยว่าไม่มีสาร มายโคท็อกซิน (mycotoxin) (สารพิษในเชื้อรา) เอนไซม์ สกัดจะอยู่ในรูปผงแห้งที่บรรจุอยู่ในแคปซูล หรือซองที่ปิดผนึกมิดชิด สามารถกินร่วมกับอาหารปกติได้ทันทีเพื่อช่วยในการย่อยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันในการต่อต้านกับโรคต่างๆของร่างกายก็จะดีขึ้น ผลที่ได้ก็คือ สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

Q: เอนไซม์ช่วยชะลอความแก่ทำให้ผิวพรรณคงความงามอ่อนเยาว์ได้อย่างไร

A: การที่เราอายุมากขึ้นร่างกายจะสามารถผลิตเอนไซม์ได้น้อยลงมีผลให้เอนไซม์ในร่างกายมีปริมาณที่ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายสาเหตุที่สำคัญของความแก่ สุขภาพและลักษณะของผิวหนังจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสารอาหารในกระแสเลือด พวกมันเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการทำงานในการย่อยอาหารให้สมบูรณ์ ทำให้ได้สารอาหารต่างๆมา เสริมสร้างผิวพรรณให้สดใส เอนไซม์เป็นแหล่งพลังงานที่อยู่เบื้องหลังการไหลเวียนของสารอาหารต่างๆ ที่ส่งไปให้ผิวหนังอย่างมีประสิทธิภาพ ผิวหนังต้องการไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้ผิวหนังแข็งแรงและมีความยืดหยุ่น ถ้าระบบการย่อยอาหารขาดเอนไซม์ สารอาหารเหล่านี้จะคงค้างอยู่ในอาหารที่รับประทานเข้าไปแล้วถูกขับถ่ายออกไปโดยที่ไม่ถูกย่อย ทำให้ผิวหนังขาดการบำรุง อ่อนแอและเกิดโรคผิวหนังได้ง่าย

Q: เอนไซม์สามารถควบคุมน้ำหนักได้หรือไม่

A: ความอ้วนนั้นเกิดจากร่างกายขาดเอนไซม์ lipase ซึ่งสามารถพบได้ในอาหารสดแต่จะถูกทำลายไปด้วยการปรุงอาหารให้สุก เมื่อไม่มีเอนไซม์นี้ก็จะเกิดจากการรวมตัวของไขมันที่หลอดเลือด ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ เอนไซม์ lipase มีประโยชน์ในการเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน ดังนั้นการกินอาหารที่ปรุงสุกจึงทำให้เราอ้วนได้มากกว่ากินอาหารสด อีกเหตุผลหนึ่งที่สามารถอธิบายว่าทำไหมเอนไซม์จึงช่วยควบคุมน้ำหนักได้ นั้น คือการกินอาหารที่ปรุงสุกแล้วจะมีผลต่อต่อม pituitary อีกทั้งเอนไซม์จะมีผลต่อฮอร์โมน และฮอร์โมนก็มีผลต่อระดับของเอนไซม์ ดังนั้นต่อการกินอาหารสุกที่ปราศจากเอนไซม์ในอาหารก็จะเป็นการดึงเอนไซม์จากแหล่งอื่น เช่น ตับอ่อน ไทรอยด์ และต่อม pituitary เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการย่อยอาหาร ผลที่ตามมาจะทำให้ร่างกายรู้สึกเฉื่อยชา และน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นแคลอรี่ที่ได้รับจากสารอาหารสด หรือเอนไซม์เสริมนั้นจะไม่มีผลในกระตุ้นต่อมต่างๆให้ผลิตเอนไซม์ อีกทั้งยังรักษาสมดุลน้ำหนักร่างกายไว้ได้มากกว่าการได้รับแคลอรีจากอาหารที่ผ่านการปรุงสุกแล้ว

Q: เอนไซม์ช่วยรักษาอาการปวดหัวของไมเกรนได้หรือไม่

A: การปวดหัวจากไมเกรนบางครั้งมีสาเหตุมาจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน หรือการทำงานที่ปกติของต่อมไร้ท่อเนื่องจากต่อม pituitary ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมไร้ท่อทั้งหมด และการกินอาหารที่ไม่มีเอนไซม์เลยนั้น จะกระตุ้นต่อมพิทูอิทารีให้ทำงานหนัก ซึ่งการหลั่งฮอร์โมนในปริมาณที่มากเกินนั้นจะทำให้เกินความไม่สมดุลย์ของฮอร์โมน สาเหตุของอาการปวดหัวจากไมเกรนอีกทางหนึ่งเป็นไปได้จากสารพิษที่พบในลำไส้ใหญ่ ที่ถูกสร้างขึ้นจากกระบวนการย่อยอาหารที่บกพร่อง เมื่อเรากินเข้าไปร่างกายไม่สามารถย่อย หรือย่อยสลายไม่ดี เกิดการหมักหมมอยู่นานในระบบทางเดินของร่างกาย เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสารพิษขึ้นในลำไส้ใหญ่ได้ ดังนั้นการกินผัก ผลไม้สดมากๆเป็นประจำทุกวันหรือการกินเอนไซม์เสริมเพื่อทดแทน และเพิ่มเอนไซม์ในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ก็จะสามารถลดอาการปวดหัวจากไมเกรนได้

Q: เอนไซม์สามารถลดเบาหวานได้หรือไม่

A: ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นเบาหวานชนิดไหน ถ้าเป็นแบบที่ 2 (ผู้ใหญ่) การใช้เอนไซม์บำบัดจะได้ผลดีกว่าแบบที่ 1 (เด็ก) จากวิจัยพบว่าคนที่เป็นโรคเบาหวาน จะทีเอนไซม์อะไมเลส (amylase) ในเลือดต่ำและระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าปกติ การเสริมเอนไซม์อะไมเลสจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดต่ำลง และยังพบอีกกว่า 80% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานจะขาดเอนไซม์อะไมเลสในของเหลวในลำไส้เล็ก เมื่อเสริมเอนไซม์อไมเลสให้กับผู้ป่วยเบาหวานพบว่า 50% ของผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยไม่ต้องใช้อินซูลิน แสดงว่าเอนไซม์อะไมเลส มีส่วนช่วยในการสลายน้ำตาลในเลือดได้ มีการศึกษาอีกอันหนึ่งน่าสนใจโดยพบว่า การกินแป้งที่ผ่านความร้อนมาแล้ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเพิ่มขึ้นภายในครึ่งชั่วโมงหลังจากการย่อยสลายหลังจาก 2 ชม ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการเมื่อย กระสับกระส่ายเฉื่อยชา ดังนั้นเราลดการใช้อินซูลินได้โดยการใช้กินอาหารสดหรือเอนไซม์เสริม

Q: เอนไซม์สามารถทำให้ผิวพรรณทำอ่อนเยาว์ได้

A: เราต่างมีความภูมิใจเมื่อผิวของเราเนียนใส กระจ่าง แต่ในทางกลับกันเราจะไม่มั่นใจเมื่อผิวแตกแห้ง ซีด เหี่ยวย่น และไม่มีชีวิตชีวา ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการสร้างเซลล์ใหม่ของผิวหนังจึงดึงดูดใจเรานัก ที่แปลกคือ เอนไซม์มักถูกมองข้ามในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังเสมอทั้งๆที่มีบทบาทสำคัญในการคงสภาพและดูแลผิว เอนไซม์เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพและลักษณะของผิวหนังเรา พวกมันเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการทำงานในการย่อยอาหารให้สมบูรณ์ทำให้ได้รับสารอาหารต่างๆ มาเสริมสร้างผิวพรรณให้สดใส เอนไซม์เป็นแหล่งพลังงานที่อยู่เบื้องหลังการไหลเวียนของสารอาหารต่างๆ ที่ส่งไปให้ผิวหนังอย่างมีประสิทธิภาพ เอนไซม์เป็นตัวช่วยลดอาการที่ปรากฏทางผิวหนังซึ่งเป็นผลมาจากขบวนการกำจัดพิษของร่างกาย เอนไซม์จะชะลอขบวนการแก่ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากผิวหนังที่เหี่ยวย่น ผิวหนังต้องการไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรทเพื่อให้ผิวหนังแข็งแรงและมีความยืดหยุ่น ถ้าระบบการย่อยอาหารขาดเอนไซม์สารอาหารเหล่านี้จะคงค้างอยู่ในอาหารที่เรารับประทานเข้าไปแล้วถูกขับออกโดยไม่ผ่านการย่อย ทำให้ผิวหนังขาดการบำรุง อ่อนแอ และเกิดโรคผิวหนังได้ง่าย เมื่อร่างกายขาดเอนไซม์ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม คุณจะสังเกตได้จากผิวหนังโดยเฉพาะการขาดเอนไซม์โปรตีเอสจะเห็นได้ชัดเจนมาก ทั้งนี้เนื่องจากผิวหนังต้องได้รับสารโปรตีนเป็นหลัก การรับประทานเอนไซม์ที่ร่างกายขาดไปช่วยทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่

Q: ทำไมเราจึงต้องการเอนไซม์เสริม

A: เราจะต้องการเอนไซม์เมื่อเรารับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงให้สุก แช่แข็ง ผ่านการแปรรูปต่างๆ เนื่องจากเอนไซม์จะถูกทำลายด้วยความร้อน เช่น การต้มไมโครเวฟ การหุงต้ม ไมโครเวฟ การหุงแบบใช้แรงดัน เป็นต้น แม้กระทั่งการนึ่งที่อุณหภูมิสูงถึง 48 องศาเซนติเกรด ก็ทำให้เอนไซม์สูญเสียคุณสมบัติไป หรือแม้กระทั่งการคั้นน้ำผลไม้ด้วย เครื่องความร้อนที่เกิดขึ้นก็ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ได้ 80 % ของพลังงานส่วนใหญ่ในร่างกายถูกใช้ไปในขบวนการย่อยอาหาร หากคุณอ่อนเพลียเครียด อยู่ในภาวะอากาศที่ร้อนหรือเย็นจัด ตั้งครรภ์ เป็นต้น คุณจะต้องการเอนไซม์เสริมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากระบบการทำงานทั้งหมดของร่างกายต้องอาศัยเอนไซม์ เราจึงต้องเสริมเอนไซม์ให้ร่างกาย อีกทั้งอายุที่มากขึ้นก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการผลิตเอนไซม์ที่ลดลง บุคคลากรทางการแพทย์กล่าวว่า โรคต่างๆที่เกิดขึ้นจากการขาดแคลนเอนไซม์หรือความไม่สมดุลย์ของเอนไซม์ ดังนั้นเราทุกคนจึงไม่สามารถขาดเอนไซม์ได้

Q: เรารู้ได้อย่างไรว่าร่างกายเราขาดเอนไซม์

A : อาการขาดเอนไซม์ที่เราจะรู้สึกได้ด้วยตัวเอง คือ 1. รู้สึกเหนื่อยหลังจากกินอาหารมื้อหนัก 2. อ่อนเพลียเป็นประจำ (Chronic Fatigue Syndrome) 3. ท้องผูก ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ บางครั้งมีอาการจุกเสียด 4. ลมแน่นท้อง ผายลมมีกลิ่นเหม็น 5. อุจจาระจมน้ำ และอุจจาระเหม็นมาก 6. มีกลิ่นปาก มีอาการของโรคภูมิแพ้ง่ายบางครั้งถึงขนาดหอบหืด 7. เวลาเป็นแผลจะหายช้า 8. น้ำหนักตัวเพิ่มง่าย ผู้ที่สมควรรับประทานเอนไซม์ คือ บุคคลปกติที่รักสุขภาพ ผู้ที่ชอบทานเนื้อสัตว์และดื่มสุรามาก ผู้ที่ต้องการดูแลรักษาผิวพรรณ และต้องการลดน้ำหนัก ระบบในร่างกายขาดสมดุลย์ เหนื่อยง่าย ผู้ที่ไม่สบาย หรือเพิ่งหายจากอาการป่วย

Q: เอนไซม์สามารถลดโคเรสเตอรอลได้หรือไม่

A: การกินไขมันมากเกินมีแนวโน้มที่จะเกิดการสะสมและอุดตันของโคเรสเตอรอลในเส้นเลือด ซึ่งทำให้กิดโรค artherosclerosis อย่างไรก็ตาม ไขมันพืชบริสุทธ์ที่ไม่ได้ผ่านความร้อน ไม่ทำให้ระดับของโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น นั่นก็เพราะว่าในไขมันพืชที่ไม่ผ่านความร้อนมีเอนไซม์ lipase อยู่ มีการศึกษาพบว่าในเนื้อเยื่อไขมันของคนอ้วนมีเอนไซม์ lipase อยู่น้อยกว่าคนปกติ นั้นเป็นเหตุว่าทำไมคุณต้องรับเอนไซม์เสริมเพิ่มเติม นักวิจัยชาวอังกฤษศึกษาเอนไซม์ในผู้ป่วยโรค artherosclerosis เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างโคเรสเตอรอลกับการอุดตันของหลอดเลือดพบว่าเอนไซม์ทุกตัวที่ศึกษามีสภาวะการทำงานที่ลดลงตามอายุและความรุนแรงของโรคของผู้ป่วย นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่าปริมาณเอนไซม์ที่ลดลงจะเป็นกลไกส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการสะสมของโคเรสเตอรอล ที่ผนังเซลล์ของหลอดเลือดหัวใจ การเสริมเอนไซม์ lipase จะช่วยทำให้ระบบของการย่อยไขมันดีขึ้น

Q: เสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยเอนไซม์เสริม

A: เมื่อร่างกายดูดซึมอาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์เข้าสู่ระบบ จะก่อให้เกิดปัญหาอย่างน้อย 3 ข้อคือ 1. ทำให้ระคายเคือง เกิดการอักเสบของผนังลำไส้ซึ่งจะนำไปสู่การปลดปล่อยสารเคมีอันตราย ทำให้ลำไส้เป็นแผล 2. อาหารที่ตกค้างทำให้เชื้อราเพิ่มจำนวนอย่างมาก ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักยิ่งขึ้น 3. การอักเสบทั่วๆไป การย่อยที่ไม่ดี และสารอาหารตกค้างนำมาสู่การทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง คนที่มีน้ำหนักตัวเกินจึงต้องต่อสู้ระหว่างไขมันส่วนเกินและระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง หากพวกเขายิ่งเป็นหวัด ไข้หวัดใหญ่ ติดเชื้อไวรัส โรคหัวใจ เบาหวานและโรคความเสื่อมต่างๆ การทำงานของเอนไซม์เป็นแรงผลักดันในร่างกายของเรา ทุก ๆ ความคิด ทุก ๆ ลมหายใจ เราจึงอยู่ได้ด้วยเอนไซม์ เอนไซม์จะช่วยย่อยอาหารและทำให้เลือดแข็งแกร่ง ถ้าใช้อย่างถูกต้องจะเป็นแหล่งชีวิตสำหรับไต ตับ สมองและปอดของเราเอนไซม์เสริมสกัดมาจากพืช ทำให้เลือดของเรามีสุขภาพดี และร่างกายของเราก็จะเกิดความสมดุล

Q: เอนไซม์ช่วยชะลอความแก่ทำให้ผิวพรรณคงความงามอ่อนเยาว์ได้อย่างไร

A : การที่เราอายุมากขึ้นร่างกายจะสามารถผลิตเอนไซม์ได้น้อยลงมีผลให้เอนไซม์ในร่างกายมีปริมาณที่ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายสาเหตุที่สำคัญของความแก่ สุขภาพและลักษณะของผิวหนังจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสารอาหารในกระแสเลือด พวกมันเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการทำงานในการย่อยอาหารให้สมบูรณ์ ทำให้ได้สารอาหารต่างๆมา เสริมสร้างผิวพรรณให้สดใส เอนไซม์เป็นแหล่งพลังงานที่อยู่เบื้องหลังการไหลเวียนของสารอาหารต่างๆ ที่ส่งไปให้ผิวหนังอย่างมีประสิทธิภาพ ผิวหนังต้องการไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้ผิวหนังแข็งแรงและมีความยืดหยุ่น ถ้าระบบการย่อยอาหารขาดเอนไซม์ สารอาหารเหล่านี้จะคงค้างอยู่ในอาหารที่รับประทานเข้าไปแล้วถูกขับถ่ายออกไปโดยที่ไม่ถูกย่อย ทำให้ผิวหนังขาดการบำรุง อ่อนแอและเกิดโรคผิวหนังได้ง่าย

Q: เอนไซม์สามารถรักษาโรคน้ำตาลในเลือดต่ำได้หรือไม่

A: ชาวอเมริการ้อยล้านคน ป่วยเป็นโรคน้ำตาลในหลอดเลือดต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย หดหู่ และเฉื่อยชา อันเป็นผลมาจากการที่สมองต้องการน้ำตาลเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน การควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน การควบคุมระดับน้ำตาล ในกระแสเลือดขึ้นกับระบบไร้ท่อต่างๆ ได้แก่ pituitary ต่อมไทรอยด์และตับอ่อน อินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อนจะลดปริมาณของกลูโคสในเลือด โดยส่งกลูโคสเข้าสู่เซลล์ และสาร glucagons ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากตับอ่อนจะเพิ่มน้ำตาลกลูโคสในเลือดเมื่อมีระดับต่ำลง ส่วนต่อมไทรอยด์จะหลั่งสาร thyroxin ควบคุมเมแทบอลิซึม ของเซลล์ และการใช้ออกซิเจนสำหรับสร้างพลังงาน ต่อมไร้ท่อทั้งหมดนี้จะถูกควบคุมโดยต่อม pituitary ซึ่งจะถูกควบคุมอีกทีโดยสมองส่วน hypothalamus สมองส่วนนี้จะได้รับข้อมูลจากส่วนต่างๆ ของร่างกายผ่านทางระบบประสาท เมื่อร่างกายมีปริมาณเอนไซม์ที่ไม่เพียงพอเป็นเวลานานแล้ว จะส่งผลให้ต่อม pituitary และอวัยวะอื่นๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย การเสริมเอนไซม์ amylase หรือ กินอาหารสดจะช่วยรักษาระดับของกลูโคสให้อยู่คงที่ได้ปกติ

Q: เอนไซม์กับโรคภูมิแพ้

A: ถ้าร่างกายขาดเอนไซม์ หรือ มีระดับเอนไซม์ต่ำมากเกินไปทำให้อาหารย่อยไม่สมบูรณ์ เกิดสารพิษซึมเข้ากระแสเลือด ก่อให้เกิดอาการแพ้ขึ้น ดร. วิลเลียม ลิ้นซ์ ได้รักษาโรคภูมิแพ้โดยใช้วิธีเอนไซม์เสริมให้คนไข้กิน เอนไซม์จะย่อยอาหารได้สมบูรณ์ ร่างกายจะได้รับสารอาหารที่ดี และเอนไซม์ที่ซึมเข้ากระแสเลือดก็จะทำหน้าที่ย่อยสารพิษ อันเป็นตัวก่อให้เกิดอาการแพ้ และกำจัดออกไปจากร่างกายในที่สุด อาการแพ้ต่างๆ จึงหายไป โรคภูมิแพ้ที่ใช้เอนไซม์บำบัดได้ผลค่อนข้างดี เช่น โรคหืด ไข้ละอองฟาง ผิวหนังพุพอง ลำไส้ใหญ่อักเสบ

Q: มีเหตุผลสำคัญใดที่เราจำเป็นต้องทานเอนไซม์เสริม

A: การที่ท่านจะกินเอนไซม์ขนาดเท่าใด กินเมื่อไร คือ จะกินพร้อมอาหารดี หรือ ระหว่างอาหรดี ขึ้นอยู่กับสภาวะของความรู้สึกไม่สบายของท่าน โดยแยกลักษณะได้คือ
1. ถ้าต้องการใช้ย่อยอาหารให้ดีขึ้น ต้องรับประทานเอนไซม์พร้อมอาหาร หรือก่อนรับประทานอาหาร
2. ถ้าต้องการให้ทุเลาอาการของโรคอื่นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับจะให้ช่วยย่อยอาหาร ให้ทานเอนไซม์ก่อน 1 ชม
3. ทุกครั้งที่กินเอนไซม์ควรดื่มน้ำตาม 1 แก้ว
4. ขนาดรับประทาน ให้เราสังเกตจากอาการที่ดีขึ้น โดยปกติบริษัทผู้จำหน่ายจะกำหนดให้ทานครั้งละ 3 ซองวันละ 3 ครั้ง เมื่ออาการดีขึ้นท่านสามารถลดขนาดการทานเอนไซม์ลงได้
5. บางคนอาจเกิดความรู้สึกไม่สบาย ซึ่งเป็นอาการที่เรียกว่า “ วิกฤติการซ่อมแซม” (Health Crisis) จะรู้สึกผิดปกติอยู่ 3-7 วัน แล้วแต่บุคคล หลังจากนั้นก็หายไปเอง การดื่มน้ำมากๆในระหว่างทานเอนไซม์เสริมจะช่วยให้ร่างกายขับถ่ายพิษออกจากร่างกายเร็วขึ้น
6. ถึงแม้ว่าท่านจะต้องกินเอนไซม์เสริมเพื่อช่วยย่อยอาหารก็ตาม บริษัทฯ ขอแนะนำว่าให้ท่านกินช่วงเวลาก่อนนอนด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสให้เอนไซม์เข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง จะได้ไปทำความสะอาดสารอาหารที่ผิดขนาดต่างๆหรือสารพิษในเลือด
7. ผู้ที่เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ห้ามกินเอนไซม์ในขณะที่ท้องว่าง ในระยะเริ่มต้น
8. ไม่ควรเทเอนไซม์ลงบนอาหารที่ยังร้อน เพราะเอนไซม์ไวตออุณหภูมิสูงมาก อาจถึงหมดสภาพความเป็นเอนไซม์เมื่อปนกับอาหารร้อนๆได้
9. เอนไซม์เสริมที่สกัดจากพืชจะให้ประโยชน์มากที่สุดเพราะสามารถทนต่อความเป็นกรดหรือด่างตลอดทางเดินอาหารของมนุษย์ ตั้งแต่กระเพาะจนถึงลำไส้
เอนไซม์เสริมจากพืชทางสำนักงานอาหารและยาสหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นอาหาร หรืออีกนัยหนึ่งคืออาหารเสริมนั่นเอง และใช้กฎหมายในการคบคุม ปลอดภัยในการบริโภค ยกเว้นถ้าเป็นเอนไซม์จากสัตว์ (Animal Enzyme) ผู้ใช้มีโอกาสแพ้ได้สูง

First 1 2 Last

© 2003 ~ 2008 Hsin Ten Enterprise Co.,Ltd. All right reserved.

โทรศัพท์   086-9715924

Email:sales@chi-energy.com